อาณาจักร ฮาร์ดี้ 1945 ตอนที่ 167 เข้าซื้อบริษัท ABC

ตอนที่ 167 เข้าซื้อบริษัท ABC

หลังจากกลับมาที่บริษัท โนเบิลก็รีบติดต่อเจ้าของโรงงานผลิตยาง ทว่าเขากลับได้รับข่าวที่น่าตกใจแทน

เมื่อวานอัลเดอร์แมนนั้นไปที่สปริงฟิลด์แล้ว แต่เมื่อเข้ากำลังเข้าไปเช็คอินที่โรงแรมก็ได้เห็นเหตุการณ์ปล้นเกิดขึ้นที่บนถนน และอัลเดอร์แมนผู้โชคร้ายก็ถูกยิงเข้าที่ท้องและเพิ่งจะตื่นขึ้นมา

“แล้วเขาจะเข้ามาเสนอราคาซื้อบริษัทเอบีซีหรือไม่?” โนเบิลถาม

“เจ้านายเราบอกว่าเขาติดต่อคุณเมื่อปีที่แล้วเพื่อซื้อสถานีวิทยุแต่มันก็ไม่ประสบความสำเร็จ และตอนนี้เจ้านายของเราถูกยิงจากไหนก็ไม่รู้ก่อนที่จะเข้าไปเจรจา ซึ่งเขาคิดว่านี้อาจจะเป็นสารจากพระเจ้าที่ไม่อยากให้เขาได้มันมา ดังนั้นตอนนี้คุณอัลเดอร์แมนเลยไม่สนใจที่เข้าร่วมเจรจาอีกแล้ว”

แล้วเขาก็วางสาย

โนเบิลดูสับสนเล็กน้อย

เขาคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น

เขานิ่งค้างอยู่พักหนึ่ง และก็โทรหาเจ้าของพาราเมาท์ ซึ่งมันก็ใช้เวลานานก่อนที่การโทรจะถูกเชื่อมต่อ 

เจ้าของพาราเมาท์รู้สึกประหลาดใจมากที่ทีมงานเข้าซื้อของเขายังไปไม่ถึง

“ผมได้ส่งรองประธานบริษัทและผู้ช่วยสองคนไปแล้วนะ พวกเขาออกไปเมื่อวานนี้ และก็น่าจะถึงตั้งนานแล้ว แต่พวกเขายังไม่ถึงอย่างนั้นเหรอ?” บอสของพาราเมาท์พูดอย่างแปลกใจ

อย่าลืมว่าการสื่อสารตอนนี้มันไม่ดีเลยสักนิด และลอสแอนเจลิสกับสปริงฟิลด์ก็อยู่ห่างกันคนละฟากของสหรัฐอเมริกา 

และคนของพาราเมาท์ที่หายสาบสูญจึงไม่มีใครสามารถช่วยอะไรได้ในขณะนี้

โนเบิลวางโทรศัพท์ลงและขมวดคิ้ว

เพราะตอนนี้เขาเริ่มสงสัยแล้วว่าพาราเมาท์ส่งคนมาจริงๆ เหรอ?

พวกเขาจะไม่โผล่มาได้ยังไงถ้าถูกส่งมาจริงๆ

มันไม่ใช่เพราะเขาปฏิเสธอีกฝ่ายถึงสองครั้งอีกฝ่ายจึงแกล้งหลอกเขาใช่ไหม?

โนเบิลรู้สึกหดหู่เล็กน้อย

การเจรจายังคงดำเนินต่อไปในวันรุ่งขึ้น

ยังคงมีเพียงบริษัทเอชดีก็คือแอนดี้และโนเบิลที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม 

ทั้งสองยังคงนั่งเถียงกัน

สุดท้ายแอนดี้ก็เสนอราคาที่ 12 ล้านดอลลาร์และบอกอีกครั้งว่าจะไม่เสนอเพิ่มอีกแล้ว

“ถ้าคุณโนเบิลไม่ยอมรับราคานี้ การเจรจาซื้อกิจการในครั้งนี้ก็ให้มันจบลงที่นี่เถอะ และทางเราจะใช้เงิน 12 ล้านดอลลาร์ก่อตั้งบริษัทกระจายเสียงแห่งใหม่ขึ้นมา ซึ่งผมก็เชื่อว่ามันจะแข็งแกร่งกว่าบริษัทเอบีซีอย่างแน่นอน” 

แอนดี้กล่าว

เอ็ดเวิร์ดโนเบิลเป็นกังวลเล็กน้อยเมื่อเขาเห็นว่าอีกฝ่ายยอมแพ้

เพราะตอนนี้อีกสองบริษัทก็ยอมแพ้ไปแล้ว ทำให้เหลือเพียงบริษัทเอชดีที่อยู่ตรงหน้าเขา 

แน่นอนว่าหากพวกเขายอมแพ้การเจรจาซื้อบริษัทในครั้งนี้ก็จะจบลงด้วยความล้มเหลว

ซึ่งคำพูดสุดท้ายของแอนดี้ก็ทำให้เขารู้สึกกังวลจริงๆ 

เพราะเงิน 12 ล้านดอลลาร์มันก็เป็นเงินก้อนใหญ่พอที่จะตั้งบริษัทกระจายเสียงขึ้นมาใหม่เหมือนกัน 

ถึงแม้อีกฝ่ายจะต้องใช้เวลา 2 หรือ 3 ปีก็ตาม

แต่แล้วตัวเขาล่ะ?

หากโอกาสนี้สูญหายไปก็ไม่รู้ว่าในอนาคตข้างหน้าจะมีคนสนใจที่จะซื้ออีกไหม 

แถมเขายังเก็บมันไว้ 4 ปีแล้ว เขาจะทำยังไงถ้าบริษัทมันเก่าลงเรื่อยๆ ล่ะ?

เมื่อคิดได้แบบนี้โนเบิลก็ตัดสินใจเด็ดขาดทันที “ตกลง ผมยอมรับที่ราคา 12 ล้านดอลลาร์”

แอนดี้มีความสุขมาก

เพราะในที่สุดภารกิจของบอสก็เสร็จสิ้นสักที

ฮาร์ดี้บอกกับเขาว่ายังไงก็ต้องซื้อบริษัทเอบีซีมาให้ได้ และด้วยราคาตอนนี้มันก็ถือว่าเหมาะสมสุดๆ

“ถ้าอย่างนั้นเรามาหารือเกี่ยวกับวิธีการชำระเงินกัน คุณโนเบิลก็รู้ว่า 12 ล้านดอลลาร์นั้นเป็นเงินก้อนใหญ่ใช่ไหม? มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะควักเงินจำนวนมากขนาดนั้นออกมาในครั้งเดียว ดังนั้นวิธีการชำระเงินของเราก็คือชำระเงินหนึ่งในสามก่อนในครั้งแรก และคุณคิดอย่างไรถ้าทางเราจะชำระเงินที่เหลือในทุกๆ หกเดือน ซึ่งทั้งหมดก็จะครบ 1 ปีพอดี?” แอนดี้กล่าว

“วิธีนี้จะดีได้ยังไง? มันไม่ใช่ฝ่ายผมเหรอที่ต้องสูญเสียเงินจำนวนมาก ยังไงผมก็ต้องการให้คุณจ่ายให้ผมมาเป็นเงินก้อนเดียว” โนเบิลกล่าว

ทั้งสองฝ่ายโต้เถียงกันอีกครั้งเกี่ยวกับวิธีการชำระเงิน

การเจรจาในวันนี้จบลงแล้ว แอนดี้ก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อรายเงินผลให้บอสฟัง 

“บอส ตอนนี้โนเบิลตกลงที่จะขายให้เรา 12 ล้านดอลลาร์ และเรากำลังเจรจาต่อรองเรื่องวิธีการชำระเงินกับรายละเอียดอื่นๆ กันอยู่ มันมีปัญหาอยู่นิดหน่อยซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรและก็คาดว่าวันพรุ่งนี้น่าจะได้เซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการ”

“โอเคงั้นก็จัดการให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” ฮาร์ดี้พูดอย่างมีความสุข

วันต่อมา

ในที่สุดแอนดี้และโนเบิลได้บรรลุข้อตกลงในการเข้าซื้อบริษัทกระจายเสียงเอบีซีด้วยมูลค่า 12 ล้านดอลลาร์ 

โดยเอชดีจะได้รับสินทรัพย์ทั้งหมดของบริษัทกระจายเสียง รวมถึงสำนักงานใหญ่ของสถานีโทรทัศน์อีกสองแห่งที่ลอสแอนเจลิสและนิวยอร์กด้วย

สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเครือข่ายเคเบิลที่ตั้งอยู่ทั่วประเทศและข้อตกลงของเครือข่ายสถานีโทรทัศน์ทั้ง 116 สถานี

ด้วยเครือข่ายเคเบิลเหล่านี้จะทำให้สถานีโทรทัศน์เอบีซีสามารถส่งรายการไปยังสถานีที่อยู่ในสัญญาและเครือข่ายท้องถิ่นของตัวเองได้

ซึ่งมันจะครอบคลุมสหรัฐอเมริกาตามวัตถุประสงค์ของบอส

ส่วนฮาร์ดี้ก็ต่างจ่ายให้อีกฝ่ายทั้งหมด 12 ล้านดอลลาร์ โดยจะจ่ายครั้งแรกเป็นจำนวนเงิน 5 ล้านดอลลาร์และอีก 4 ล้านดอลลาร์หลังจากผ่านไปครึ่งปี ส่วนอีก 3 ล้านดอลลาร์นั้นจะจ่ายเป็นงวดสุดท้าย

ในวันเดียวกัน

ทีมเจรจาของพาราเมาท์ที่ถูกขังอยู่ในโรงงานเป็นเวลาสามวันในที่สุดก็ถูกหนีออกมาได้

โดยหลังจากที่โจรบางคนให้อาหารพวกเขาในวันนั้น พวกโจรก็ไม่ได้ปิดปากของพวกเขาอีก 

พวกเขาจึงมาชุมนุมกันและก็เห็นว่าเชือกของใครบางคนใกล้หลุดพวกเขาจึงช่วยกันใช้ปากในการแก้เชือกนั้น

หลังจากหลุดออกมาได้พวกเขาก็ออกไปและเห็นว่าโจรกำลังนั่งเล่นไพ่กันอยู่ในห้องโถงไกลๆ และไม่มีใครสนใจพวกเขาเลย

พวกเขาจึงค่อยๆ ย่องออกไปตามกำแพงและหลบหนีออกไปได้ในที่สุด

เมื่อพวกเขาวิ่งกลับไปที่เมืองและเห็นการจราจร เห็นฝูงชนบนถนน 

มันก็ทำให้ทั้งหมดร้องไห้ออกมาด้วยความยินดี เพราะสิ่งนี้มันพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพวกเขาทั้งหมดปลอดภัยจริงๆ

“โทรหาหัวหน้าแล้วขอให้เขาส่งคนมารับเรากลับบ้าน” รองประธานพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ

สองสามวันนี้มันมีแต่ความเจ็บปวดมากเกินไป และเขาก็ไม่ต้องการที่จะสัมผัสมันอีกแล้ว

……

คาเฟ่ในลอสแองเจลิส

ฮาร์ดี้กำลังพูดคุยกับศจ.วิลเลียมฟ็อกซ์ และมีสาวฝรั่งเศสอิริน่าที่นั่งอยู่ข้างๆ ฮาร์ดี้ฟังสองคนนี้พูดกันด้วยรอยยิ้ม

“ศาสตราจารย์ฟ็อกซ์คุณนั้นเชี่ยวชาญด้านเครือข่ายสถานีวิทยุและยังเคยทำงานในสถานีโทรทัศน์ใช่ไหม? ผมอยากรู้ว่าถ้าคุณได้เป็นผู้ดูแลบริษัทเอบีซี คุณจะดำเนินการยังไงกับมัน?” ฮาร์ดี้ถาม

ศจ.ฟ็อกซ์ยิ้ม “การที่เราจะสะท้อนคุณค่าของสื่อออกมาว่าดีหรือไม่ดี มันก็ขึ้นอยู่กับความคิดเห็นของสาธารณชนและบริษัทออกอากาศก็มีสิทธิ์นี้ ดังนั้นสถานีโทรทัศน์จะต้องมีรายการข่าว”

“เรายังสามารถเปิดรายการนั่งพูดคุยเกี่ยวกับเหตุการณ์ปัจจุบันได้อีก โดยหาคนมานั่งสักสองสามคน และนั่งพูดคุยหัวข้อเกี่ยวกับสังคมปัจจุบัน ซึ่งเราสามารถเชิญดาราหรือาจารย์จากมหาวิทลัยมาเป็นแขกรับเชิญเพื่อให้เกิดหัวข้อคุยกัน หรือให้ข้อมูลเสริมได้”

“แต่ในฐานะที่เป็นบริษัทผู้ออกอากาศ ยังไงก็จำเป็นต้องทำเงินเพื่อความอยู่รอด ดังนั้นเพื่อสร้างรายได้เราต้องมีการโฆษณา ซึ่งมูลค่าของโฆษณาจะขึ้นอยู่เรตติ้ง งั้นเราก็จะต้องผลิตรายการที่ผู้คนชื่นชอบออกมาเยอะๆ”

“การแสดงบนเวที การร้องเพลงหรือเต้น หรือเราจะซื้อลิขสิทธิ์จากบริษัทผลิตภาพยนต์ และละครทีวี รายการอื่นๆ เพื่อมาสร้างความบันเทิงให้กับผู้คน เพราะสิ่งที่ผู้คนชอบดูบนโทรทัศน์ก็คือความบันเทิง ดังนั้นสถานีโทรทัศน์จะใช้จุดนี้เพื่อดึงดูดผู้ชมและทำเงินกับมัน”

“พร้อมกลับจะต้องมีการจัดเรียงรายการให้เหมาะสมระหว่างช่วงเวลา ฉันได้ทำการวิเคราะห์มาแล้วว่าตอนเย็นเป็นเวลาที่ผู้คนชอบดูโทรทัศน์มากที่สุด มันเป็นเวลาที่คนกลับมาจากการทำงานและเด็กๆ ที่ไปโรงเรียนก็กลับมาเวลานี้ ดังนั้นทั้งครอบครัวก็จะรับประทานอาหารค่ำอย่างมีความสุข พร้อมกับเพลิดเพลินไปกับการดูทีวีสักสองสามชั่วโมง”

“ตอนนี้สถานีโทรทัศน์อื่นๆ นั้นออกอากาศรายการเฉพาะกลางคืน ทำให้ในระหว่างวันนั้นไม่มีรายการใดๆ เลย ซึ่งฉันวิเคราะห์มาแล้วเหมือนกันว่าในตอนกลางวันนั้นก็มีคนดูเยอะเหมือนกัน เช่น แม่บ้านที่พักระหว่างทำงาน แน่นอนว่าพวกเธอคือลูกค้าชั้นดีที่เราต้องดึงดูดมาให้ได้เหมือนกัน”

การออกอากาศในปี 1950 จะมีเวลาแค่ 5 ชั่วโมงในแต่ละวัน และช่วงเวลาส่วนใหญ่คือตั้งแต่ 18.00 น. ถึง 23.00 น. 

ช่วงเวลานี้เรียกว่าช่วงเวลาที่ดีที่สุดเพราะคนส่วนใหญ่อยู่ที่บ้านในเวลานี้

แต่ทำไมต้อง 5 ชั่งโมงด้วยล่ะ?

เหตุผลที่ใหญ่ที่สุดคือการผลิตรายการในเวลานี้มีค่าใช้จ่ายสูงเกินไป ไม่ว่าคุณจะผลิตรายการอะไรคุณก็ต้องใช้เงิน 

แถมในปัจจุบันการโฆษณาก็ยังถือว่าไม่ใช่รายได้ของสถานโทรทัศน์ 

ดังนั้นหลังจากที่สถานีโทรทัศน์อื่นๆ ผลิตรายการออกมาแล้ว พวกเขาก็จะออกอากาศแค่ช่วงเวลาสำคัญเท่านั้น

ฮาร์ดี้รู้ว่าสถานีโทรทัศน์ของจีนในช่วงทศวรรษที่ 1970 และ 1980 มักจะแสดงรายการที่น่าเบื่ออยู่เป็นเวลานาน 

โดยมันจะไปอยู่ในช่วงเวลาที่ไม่สำคัญและรายกายที่มีเช่น หมากรุก เกมโกะ โอเปร่า วิชาการต่างๆ 

หรือแม้แต่การสอนภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษ

ทว่าวิลเลี่ยมฟ็อกซ์กลับเห็นเวลานี้เป็นช่วงสำคัญที่จะออกรายการต่างๆ เพื่อที่จะดึงดูดแม่บ้าน 

เขาคิดว่าสำหรับผู้คนในปี 1940 เขาถือว่าฟ็อกซ์มีวิสัยทัศน์และความคิดของเขาก็ดีมากจริงๆ

ยังไงแม่บ้านก็ใช้เวลาส่วนมากอยู่แต่ข้างในบ้านทั้งวัน 

ถ้าเราจัดรายการบางอย่างโดยเฉพาะขึ้นมาให้มันสอดคล้องกับแม่บ้านเหล่านี้ 

พวกเธอก็จะกลายเป็นผู้ชมที่ภักดีอย่างแน่นอน

ยิ่งไปกว่านั้นผู้หญิงก็เป็นคนที่ใช้เงินอยู่แล้ว ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ก็เป็นพวกเธอที่เป็นคนจ่าย 

ถ้าหากเขาควบคุมพวกเธอได้ มันก็ถือว่าควบคุมกระเป๋าเงินของครอบครัวหนึ่งไปแล้ว

จากนั้นทั้งสองก็นั่งพูดคุยเรื่องราวต่างๆ ลึกลงไปอีก เช่นโครงสร้างของบริษัท วิธีการบริหารงานในแต่ละแผนก การจัดระเบียบแผนกให้ทำงานได้อย่างราบรื่น

อิริน่าที่นั่งดูศาสตราจารย์คุยกับฮาร์ดี้ 

เธอไม่แปลกใจที่ศจ.ฟ็อกซ์จะมีความรู้เกี่ยวกับธุรกิจการออกอากาศเยอะ เพราะเธอรู้ว่าเขาเป็นมืออาชีพมาก่อน 

แต่เธอประหลาดใจกับบอสฮาร์ดี้ที่รู้เรื่องนี้ไม่น้อยไปกว่าศจ.ฟ็อกซ์

เมื่อเธอคิดเกี่ยวกับบอสของเธออย่างจริงจัง มันก็ดูเหมือนกับว่าบอสจะเข้าใจอะไรได้ง่ายมาก 

มันจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เขาจะสามารถสร้างบริษัทได้หลายแห่งในเวลาอันสั้น

“ศาสตราจารย์ฟ็อกซ์คุณสนใจที่จะเข้าทำงานให้กับบริษัทเอบีซีในฐานะประธานบริษัทหรือไม่?” ฮาร์ดี้พูดเชิญศาสตราจารย์ฟ็อกซ์

อันที่จริงศาสตราจารย์ฟ็อกซ์ก็คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว เขาจึงยื่นมือของเขาออกไปด้วยรอยยิ้ม “มันเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้ทำงานกับบริษัทกระจายเสียงที่ครอบคลุมทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา ซึ่งมันก็เป็นความฝันของฉันมาโดยตลอด และตอนนี้ในที่สุดฉันก็มีโอกาสแล้ว”

“ทว่าตอนนี้บริษัทเอบีซียังถือว่าเป็นบริษัทที่ว่างเปล่า หลังจากที่คุณได้เป็นประธานแล้ว คุณจะต้องเป็นคนที่เติมเต็มมัน” ฮาร์ดี้กล่าว

“ฮ่าฮ่า นั่นยิ่งดีใหญ่เลย ฉันเคยคิดโครงสร้างของการออกอากาศที่ดีที่สุดไว้แล้วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่าน และตอนนี้ในที่สุดฉันก็มีโอกาสได้ลองใช้มัน” ศาสตราจารย์ฟ็อกซ์พูดอย่างมีความสุข

……

แอนดี้กลับมาแล้ว

พร้อมกับข้อตกลงที่อยู่ในมือของแอนดี้ 

โดยมันจะต้องมีลายเซ็นอยู่สองคนก็คืออีกฝ่ายที่ขายบริษัทให้และลายเซ็นของฮาร์ดี้เอง

ฮาร์ดี้หยิบข้อตกลงขึ้นมาดู และเขาก็บอกให้แอนดี้ไปที่เวลส์ฟาร์โกเพื่อกู้ยืมเงินทันที

ซึ่งเวลส์ฟาร์โกกับบริษัทเฮชดีนั้นเป็นหุ้นส่วนกัน และฮาร์ดี้ก็นำบริษัทเพลย์บอยเป็นประกัน 

ทำให้เวลส์ฟาร์โกตัดสินใจให้ฮาร์ดี้ยืมเงินทันที 10 ล้านดอลลาร์

หลังจากได้รับเงินแล้ว ฮาร์ดี้ก็พาทีมไปที่สปริงฟิลด์เป็นการส่วนตัว 

ซึ่งคราวนี้นอกจากทีมของแอนดี้แล้ว ยังมีประธานฟ็อกซ์และเลขาของประธานอิริน่าด้วย

ทั้งสองฝ่ายลงนามในข้อตกลงอย่างเป็นทางการที่โรงแรมเซียงเกอ

ทำให้ในที่สุดฮาร์ดี้ก็ได้รับบริษัทออกอากาศมาครอบครอง

ซึ่งฮาร์ดี้ก็ตัดสินใจที่จะไม่เปลี่ยนชื่อเอบีซีเพราะเอบีซีนั้นเป็นชื่อที่ดีและจำง่าย

หลังจากลงนามเสร็จฮาร์ดี้ก็นำทีมกลับไปที่ลอสแอนเจลิสต่อ และสั่งให้ประธานฟ็อกซ์ดูแลบริษัทสถานีโทรทัศน์ด้วยตัวเอง พร้อมกับมอบบริษัทออกอากาศให้อยู่ในการดูแลของเขา

ในวันที่สอง

บริษัทมือถือก็ดำเนินการซ่อมแซ่มโทรศัพท์ของบ้านโนเบิลและบริษัทลูกกวาดอีกครั้ง 

พร้อมกับเอาแมลงที่ฝังอยู่ในโทรศัพท์ของพวกเขาออกไปโดยไม่รู้ตัว

ยังไงการทำความสะอาดสนามรบมันก็เป็นสิ่งที่ทีมรักษาความปลอดภัยต้องมีอยู่แล้ว

ฟ็อกซ์เริ่มก่อตั้งทีมเพื่อจัดระเบียบบริษัทออกอากาศ 

มันคาดว่าจะใช้เวลาหนึ่งหรือสองเดือนถึงจะเสร็จ ซึ่งในช่วงเวลานี้มันก็ยังผลิตรายการออกมาเตรียมไว้ได้

แต่ต้องผลิตรายการแบบไหนถึงจะดึงดูดผู้คนในยุคนี้ล่ะ?

ฮาร์ดี้หยิบกระดาษออกมาและเขียนข้อความลงไป

รายการข่าว ‘ข่าวสามสิบนาที’ ‘ข่าวทั่วโลก’ ‘ข่าวต่างประเทศ’ ‘ข่าวการเมืองและเศรษกิจในปัจจุบัน’

และการ์ตูนอนิเมชั่นก็ขาดมันไม่ได้เหมือนกัน

สิ่งแรกที่ฮาร์ดี้คิดออกก็คือ ‘อุลตร้าแมน’ เพราะมันไม่ต้องทำอะไรมากเกี่ยวการ์ตูนเรื่องนี้เลย แค่ทำชุดสัตว์ประหลาดออกมาสองสามตัว สำหรับเนื้อเรื่องของอุตตร้าแมน เขาก็โยนไปให้นักเขียนฮอลลีวูดเขียน 

แค่นั้นมันก็ได้หลายร้อยตอนในวันเดียวแล้ว

และชื่อของอุลตร้าแมนคนแรก เขาก็จะเรียกมันว่า ‘อุลตร้าแมน’ นี่แหละ

แน่นอนว่าการ์ตูนที่ประหยัดค่าใช้จ่ายมันก็ยังมีอยู่ เช่น เทเลทับบี้และการ์ตูนสำหรับเด็ก 

เขาแค่หาคนมาสวมบทบาทเป็นเซซามีสตรีท และฉายให้กับเด็กๆ ดูแค่ไม่กี่นาทีก็พอแล้ว

นอกจากนี้ยังสามารถทำมิวสิควิดีโอเปิดตัวที่ยังไม่มีใครทำในตอนนี้ โดยเขาสามารถไปจดสิทธิบัตรให้เป็นของตัวเองได้

อีกอย่างก็คือทีวีชอปปิ้ง เพราะในช่วงเวลาบ่ายจะมีแม่บ้านหรือผู้หญิงที่ไม่ได้ออกไปไหน โดยเขาจะนำผลิตภัณฑ์ต่างๆ มาออกทีวี เช่นเครื่องสำอางเอสเตลอเดอร์ กระโปรง กระเป๋า รองเท้า เครื่องสำอางที่ลงโฆษณากับสถานีโทรทัศน์หรือแม้กระทั่งของใช้ในครัว

มันมีหลายสิ่งที่สามารถนำมาขายผ่านโทรทัศน์ได้ แม้กระทั่งชุดโทรทัศน์ที่พวกเขาผลิตก็ยังนำมาออกรายการได้เลย 

ซึ่งในยุคนี้ยังไม่มีรายการดังกล่าว และมันก็จะดึงดูดผู้คนนับไม่ถ้วนให้สนใจได้อย่างแน่นอน 

การจัดส่งทั่วโลกมันก็มีอยู่แล้ว ถึงแม้มันจะช้าหน่อย แต่ถ้าคุณไม่รีบ…มันก็จะส่งหาคุณภายในครึ่งเดือน

ฮาร์ดี้ตระหนักได้ว่าการซื้อของผ่านโทรทัศน์เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ 

เขาสามารถเอาธุรกิจที่เขามีมาโปรโมทและทำให้มันโด่งดังได้ 

ตัวอย่างเช่นโรงงานไวน์แดงทั้งสองแห่งของเขา 

ถึงแม้มันจะมีรสชาติดี แต่กลับขายไม่ดีเพราะขาดการโปรโมท แล้วถ้าเอามาออกโทรทัศน์ยังไงมันก็จะขายดีขึ้นแน่ๆ

คิดดูสิ

เพียงแค่ 8 ดอลลาร์ ก็สามารถนำไวน์แดงบอร์โดชั้นนำของฝรั่งเศสกลับบ้านได้

เอาล่ะ เอาล่ะ

ธุรกิจนี้จะต้องได้รับการจดสิทธิบัตร เพื่อไม่ให้สถานีโทรทัศน์อื่นใช้วิธีเดียวกับเขา…

……………………………..

Leave a Comment

ไม่ดี!